![]() |
| ตัวอย่างแบบมาตรประมาณค่า |
มาตรประมาณค่า เป็นเครื่องมือวัดที่นิยมใช้ประกอบการสังเกต เช่นเดียวกันกับแบบสำรวจรายการ แต่แตกต่างกันที่วิธีการพิจารณารายการย่อย กล่าวคือ มาตรประมาณค่านอกจากจะใช้พิจารณา ว่านักเรียนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามรายการย่อย แล้วยังสามารถระบุคุณภาพการปฏิบัติของนักเรียนได้อีกด้วย โดยอาจแบ่งระดับคุณภาพออกเป็น 3 ระดับ ไปจนถึง 11 ระดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดที่ผู้ประเมินต้องการ
ขั้นตอนการสร้าง
ตย. เพื่อให้นักเรียนสามารถปั้นดินน้ำมันเป็นรูปต่าง ๆ ได้
2. ระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด
ตย. ปั้นดินน้ำมัน (พฤติกรรมทักษะพิสัย)
3. ศึกษาลักษณะของพฤติกรรม แล้ววิเคราะห์เป็นพฤติกรรมย่อย ๆ
กระบวนการ
ขั้นตอนการปั้น
การเตรียมอุปกรณ์
การเก็บอุปกรณ์
ความคล่องแคล่ว
เวลาที่ใช้ในการปั้น
ฯลฯ
ผลงาน
ความคิดสร้างสรรค์
ความปราณีต
ขนาด
ความสมส่วนของรูปทรง
ฯลฯ
คุณลักษณะด้านจิตพิสัย
ความตั้งใจ
ความพยายาม
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ฯลฯ
4. นำพฤติกรรมย่อยมาเลือกเฉพาะพฤติกรรมที่สำคัญแล้วจัดเรียงตามลำดับก่อนหลัง
กระบวนการ
1. การเตรียมอุปกรณ์
2. ขั้นตอนการปั้น
3. เวลาที่ใช้ในการปั้น
4. การเก็บอุปกรณ์
ผลงาน
1. ความคิดสร้างสรรค์
2. ความปราณีต
3. ความสมส่วนของรูปทรง
คุณลักษณะด้านจิตพิสัย
1. ความตั้งใจ
2. ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
5. กำหนดระดับคุณภาพว่าต้องการประเมินกี่ระดับเช่น 3 ระดับ 4 ระดับ 5 ระดับ ฯลฯ
ตย. ผู้ประเมินกำหนดระดับคุณภาพของการปฏิบัติ 3 ระดับ
คือ ดี พอใช้ ปรับปรุง
6. สร้างแบบประเมินโดยมีช่องให้ทำเครื่องหมายว่านักเรียนแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ในระดับใด และเขียนคำชี้แจงการใช้ แบบประเมินให้ชัดเจน
7. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน และเกณฑ์การผ่าน ตย. เกณฑ์การให้คะแนน
ให้ 2 คะแนน เมื่อ ผลการปฏิบัติดีมาก
ให้ 1 คะแนน เมื่อ ผลการปฏิบัติพอใช้
ให้ 0 คะแนน เมื่อ ผลการปฏิบัติต้องปรับปรุง
ตย. เกณฑ์การผ่าน
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์พอใช้ต้องมีคะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ระดับดีต้องมีคะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป
รายการประเมินมี 10 รายการ
มีคะแนนต่ำสุด = 0 คะแนน คะแนนสูงสุด = 20 คะแนน
กำหนดเกณฑ์การผ่านได้ ดังนี้
ได้คะแนน 0 – 9 คะแนน ไม่ผ่าน
ได้คะแนน 10 –15 คะแนน ผ่านในระดับพอใช้
ได้คะแนน 16 – 20 คะแนน ผ่านในระดับดี
ข้อแนะนำในการใช้
1. ต้องอธิบายความหมายของระดับคุณภาพในแต่ละระดับให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้แบบประเมินเข้าใจความหมายตรงกัน
2. การใช้มาตรประมาณค่าในการประเมินพฤติกรรมนักเรียน ต้องระมัดระวังความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดจากตัวผู้ประเมินเอง เช่น
2.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความลำเอียง(Hallo Affect) ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งทางบวกและทางลบ เช่น นักเรียนคนหนึ่งเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียน และช่างซักถาม มีน้ำใจ ทำให้ครูเอ็นดู เวลาให้คะแนนจึงให้คะแนนสูงกว่าที่เป็นจริง หรือ ในทางตรงข้าม นักเรียนคนหนึ่งขี้เกียจ ชอบแสดงกริยาไม่ดีต่อครู เวลาให้คะแนนจึงให้ต่ำกว่าที่เป็นจริง
2.2 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ประเมินเป็นคนใจกว้างเกินไป (Generosity Error) มักเกิดกับครูที่ใจดี ขี้สงสาร เวลาประเมินเลยปล่อยคะแนนสูงกว่าความเป็นจริง เพราะสงสารลูกศิษย์
2.3 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ประเมินเป็นคนเข้มงวดเกินไป(Severity Error) มักเกิดกับครู ที่มีลักษณะนิสัยเข้มงวด หรือเคร่งครัดมาก ๆ ใครทำอะไรก็ไม่ถูกไปหมด เวลาประเมินเลยกดคะแนนต่ำ กว่าความเป็นจริง
2.4 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ประเมินที่ชอบประเมินระดับกลาง ๆ (Central Tendency Error) มักเกิดกับผู้ประเมินที่ไม่รู้ในสิ่งที่จะประเมินอย่างแท้จริง จึงประเมินระดับกลาง ๆ ไว้ก่อน
2.5 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ประเมินเชื่อในเรื่องพิมพ์เดียวกัน (Stereotype Error) เช่น ครูมีความเชื่อว่าคนจีนเป็นคนขยันเวลาประเมินนักเรียนที่มีเชื้อสายจีนจึงให้คะแนนความขยันสูง ๆ ไว้ก่อน หรือ เมื่อปีก่อนสอนนักเรียนคนพี่ซึ่งเรียนอ่อนมาก ในปีนี้สอนน้อง จึงประเมินให้ต่ำ เพราะเชื่อว่าน้องย่อมเหมือนพี่
2.6 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากเหตุผลบางประการ (Logical Error) โดยนำคุณลักษณะหนึ่งในตัวนักเรียนไปสัมพันธ์กับอีกคุณลักษณะหนึ่ง เช่น นำความสามารถทางสติปัญญา ของนักเรียนไปสัมพันธ์กับความสามารถในการปฏิบัติ เลยให้คะแนนการปฏิบัติกับนักเรียนที่เรียนเก่งสูงกว่าความเป็นจริง
อ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น